กลับหน้าหลัก
  วินัยคืออะไร
.....วินัย คือ กฏหมาย กฏ ข้อบังคับ ระเบียบ และแบบธรรมเนียมที่กำหนดให้ปฏิบัติตามหรืองดเว้นการปฏิบัติข้าราชการต้อง
รักษาวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยจะต้องได้รับโทษ(มาตรา ๖๕) ผู้บังคับ
บัญชามีหน้าที่ส่งเสริมและดูแลระมัดระวังให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติตามวินัย ถ้ารู้ว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนใดกระทำผิด
วินัยจะต้องดำเนินการทางวินัยทันที ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้นั้นกระทำผิดวินัย(มาตรา ๘๒)

วินัยข้าราชการครู มีดังนี้
.....๑. ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ (มาตรา ๖๖)
.....๒. ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม (มาตรา ๖๗)

.....๓. ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม หาผลประโยชน์แก่
ตนเองหรือผู้อื่น (มาตรา ๖๗ วรรคสอง)
.....๔. ต้องไม่ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ(มาตรา ๖๗ วรรคสาม)
.....๕. ต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามกฏหมาย ระเบียบของทางราชการ และมติคณะรัฐมนตรีให้เกิดผลดี หรือความ
ก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความอุตสาหะเอาใจใส่ และระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ (มาตรา ๖๘)
.....๖. ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย ระเบียบของทางราชการหรือมติคณะรัฐมนตร
ี อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง (มาตรา ๖๘ วรรคสอง)
.....๗. ต้องสนใจและรับทราบเหตุการณ์เคลื่อนไหวอันอาจเป็นภยันตรายต่อประเทศชาติและป้องกันภยันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ประเทศชาติจนเต็มความสามารถ
(มาตรา ๖๙)
.....๘. ต้องรักษาความลับของทางราชการ (มาตรา ๗๐) การเปิดเผยความลับของทางราช การอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง
(มาตรา ๗๐ วรรคสอง)

...... ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วย กฏหมายและระเบียบของทางราชการ (มาตรา ๗๗) การขัดคำสั่งหรือหลีก
เลี่ยงไปปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฏหมายและระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่าง
ร้ายแรง(มาตรา ๗๑ วรรคสอง)

..... ๑๐. ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ
ชั่วคราว (มาตรา ๗๒)

..... ๑๑. ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้อง บอก ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย (มาตรา ๗๓) การรายงานเท็จต่อ
ผู้บังคับบัญชาอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่าง ร้ายแรง (มาตรา ๗๓ วรรคสอง)
...... ๑๒. ต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ (มาตรา ๗๔)

...... ๑๓. ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการไม่ได้ (มาตรา ๗๕) การละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นเหตุ
ให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง การละทิ้งหน้าที่ราชการติดกันในคราวเดียวกันเป็นเวลาไม่เกิน ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมีพฤติกรรม
อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (มาตรา ๗๕ วรรคสอง)

..... ๑๔. ต้องสุภาพเรียบร้อยและรักษาความสามัคคีระหว่างข้าราชการ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่ราชการ (มาตรา ๗๖)
..... ๑๕. ต้องสุภาพเรียบร้อย ต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้ความสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้มาติดต่อในหน้าที่ราชการ อันเกี่ยวกับหน้าที่
ของตน โดยไม่ชักช้า (มาตรา ๗๗) การหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงราษฎร เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (มาตรา ๗๗วรรคสอง)

...... ๑๖. ต้องไม่กระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์ อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ของตน (มาตรา ๗๘)

...... ๑๗. ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท (มาตรา ๗๙)
...... ๑๘.ต้องไม่เป็นกรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง (มาตรา ๘๐)
.......๑๙. ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว (มาตรา ๘๑)
...... ๒๐. การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษหนักกว่าจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้โทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษ
สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือกระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัย
อย่างร้ายแรง (มาตรา ๘๑ วรรคสอง)
โทษผิดวินัยมี ๕ สถาน คือ

.......... ภาคทัณฑ์
.........๒. ตัดเงินเดือน
.........๓. ลดขั้นเงินเดือน
.......... ปลดออก
.......... ไล่ออก
การพิจารณาลงโทษทางวินัย
...... ความผิดไม่ร้ายแรงมีโทษ
..........- ภาคทัณฑ์
..........- ตัดเงินเดือน
.......... - ลดขั้นเงินเดือน
.......... - วิธีพิจารณา กฏหมายไม่บังคับให้ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผู้บังคับบัญชาลงโทษได้เอง เพียงให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อหาก็ลงโทษได้
...... ความผิดร้ายแรง
..........- ปลดออก
..........- ไล่ออก
..........- วิธีพิจารณา ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน เสนอ อ.ก.ค. กรม พิจารณามีมติให้ลงโทษเสียก่อน ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งลงโทษได้
......... - ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องสอบสวน ให้ถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาจึงสั่งลงโทษหรือต่อคณะกรรมการสอบสวนกรณีความผิดที่ชัด
แจ้ง ตามกฏ ก.พ. ฉบับที่ ๗ ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงอยู่ ๒ กรณี เรียกว่า “ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง” คือ

........... ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
............ กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความความผิดลหุโทษ“ความผิดที่ปรากฏชัด
แจ้ง” ต่างกับความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอื่น ๆ อยู่ประการหนึ่ง คือ ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอื่น ๆ ก่อนจะลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก
ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อน แต่ “ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง” ผู้มีอำนาจจะลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก โดยไม่สอบสวนก็ได้
ข้อควรทราบในการดำเนินการทางวินัย

...... ความผิดทางวินัยไม่มีอายุความ เช่น โกงค่าเช่าบ้านตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ ตรวจพบเมื่อปี ๒๕๓๐ ถ้าผู้นั้นยังเป็นข้าราชการอยู่ก็สามารถดำเนินการทางวินัยได้
....... ความผิดทางวินัยยอมความกันไม่ได้ เช่น ครู 2 คน ชกกันต่อหน้านักเรียนแม้ต่างฝ่ายต่างไม่เอาเรื่องกัน ก็ไม่พ้นความรับผิดทางวินัย
....... ความผิดทางวินัยไม่อาจชดใช้ด้วยเงิน เช่น ยักยอกเงินราชการไปแล้วนำมาคืนครบถ้วนก็ไม่อาจลบล้างความผิดทางวินัยได้
...... ความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง หัวหน้าสถานศึกษาลงโทษโดยไม่ตั้งกรรมการสอบสวนก็ได้ เช่น ครูไม่เข้าสอนสอบถามแล้วปรากฏว่าแอบไปนอนหลับท
ี่บ้านพักครู กรณีเช่นนี้หัวหน้าสถานศึกษาลงโทษครูผู้นั้นได้เลยโดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนอีก

...... ข้าราชการครูที่อยู่ในระหว่างถูกสอบสวนทางวินัยมีสิทธิ์ลาออกจากราชการ ผู้บังคับบัญชาจะอ้างการสอบสวนมายับยั้งการลาออกไม่ได้ แต่การสอบสวน
ไม่ยุติต้องดำเนินการต่อไป
การพิจารณาความผิด

.....หลักการพิจารณาความผิด
..... . นำพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฏในเอกสารสืบสวน สอบสวน มาพิจารณาว่าเป็นพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยวินัยหรือไม่
....... ถ้าพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วย มาตราใดฐานใดก็ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาลักษณะทำผิดนัยมาตรานั้น ฐานนั้น
...... ถ้าพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยวินัย ก็ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัย
การกำหนดโทษ

......วิธีในการกำหนดโทษ
...... ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะลงโทษต่ำกว่าให้ออกราชการไม่ได้
..... . ความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ระดับโทษไม่เกินลดขั้นเงินเดือน
..... . ความผิดเล็กน้อย ลงโทษภาคทัณฑ์
..... . ความผิดเล็กน้อย และเป็นความผิดครั้งแรก ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีเหตุอันควรลงโทษจะงดโทษ โดยว่ากล่าวตักเตือน หรือให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือไว้ก่อนก็ได้
การสั่งลงโทษ

...... วิธีการสั่งลงโทษ
...... ต้องออกเป็นคำสั่ง
....... ในคำสั่งให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำความในกรณีใด ตามมาตราใด
.....อำนาจการสั่งลงโทษของหัวหน้าสถานศึกษา
.......... . ผู้อำนวยการโรงเรียนและอาจารย์ใหญ่ ลงโทษข้าราชการครูในบังคับบัญชาดังนี้
................ ๑.๑ ภาคทัณฑ์
................ ๑.๒ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๐% เป็นเวลาไม่เกิน ๒ เดือน
.......... 2. ครูใหญ่ ลงโทษข้าราชการครูในบังคับบัญชาได้ดังนี้
................ ๑.๑ ภาคทัณฑ์
................ ๑.๒ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๐% เป็นเวลาไม่เกิน ๑ เดือน
การสืบสวน
..... การสืบสวนควรกระทำเมื่อ
.......... . มีความเสียหายเกิดขึ้นแต่ไม่ทราบว่าผู้กระทำคือใคร เช่น ข้อสอบรั่ว แต่ไม่ทราบว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด
.......... . ผู้ใต้บังคับบัญชาถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย แต่ยังไม่ทราบว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลหรือไม่ (มีมูล หมายถึง มีเหตุผลน่าเชื่อ) เช่น ผู้ปกครองนักเรียน
มาฟ้องว่า ครูเกษตรเก็บเงินนักเรียนอ้างว่า จะไปซื้อต้นไม้มาใช้ในการเรียนการสอนแต่ไม่ได้ซื้อ เงินก็ไม่คืน เรื่องที่ผู้ปกครองมาฟ้องนี้ จะจริงหรือไม่ น่าเชื่อ
หรือไม่ยังไม่ทราบ ต้องสืบสวนดูก่อน

.......... . ผู้ใต้บังคับบัญชาหยุดงานติดต่อกันเกิน ๑๕ วัน (การสืบสวน กรณีนี้ เป็นการสืบสวนตามกฎหมาย ฉบับที่ ๘ (พ.ศ.๒๕๒๘) เพื่อต้องการทราบว่า
ที่หยุด ไปนี้มีเหตุผลอันสมควรหรือไม่)

.....ผู้มีหน้าที่สืบสวน ได้แก่
........
.หัวหน้าสถานศึกษา
............ผู้ที่หัวหน้าสถานศึกษามอบหมาย
...........๓.หัวหน้าสถานศึกษาสืบสวนร่วมกับผู้ที่หัวหน้าสถานศึกษามอบหมาย

..... การสืบสวน ทำได้หลายวิธี เช่น
............สอบถาม
.......... .ตรวจสอบ
.......... .ให้ชี้แจง
.....การสอบสวน
....... การสอบสวนทางวินัย มี ๒ ประเภท ได้แก่
.............๑.การสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรง การสอบสวนประเภทนี้หัวหน้าสถานศึกษา มีอำนาจ แต่งตั้งกรรมการสอบสวน

..............การสอบสวนทางวินัยร้ายแรง หัวหน้าสถานศึกษาไม่มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการสอบสวน
...... ผู้มีอำนาจได้แก่
..........
๒.๑ ในระดับจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด

............ ๒.๒ ในระดับกรม คือ อธิบดีกรมสามัญศึกษา
....... การสอบสวนจะกระทำเมื่อ
........... .ผู้ใต้บังคับบัญชาถูกกล่าวว่ากระทำผิดวินัย และ
.............ข้อกล่าวหานั้นมีมูล
............... ๒.๑ ถ้าข้อกล่าวหานั้นเป็นข้อกล่าวหาวิธีกรทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงจะแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรง
............... ๒.๒ ถ้าข้อกล่าวหานั้นเป็นข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
.....หลักเกณฑ์วิธีการสอบสวน
.............๑.การสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรง ไม่มีกฎหมาย ระเบียบ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการไว้ กรรมการสอบสวนจึงชอบที่จะดำเนินการใด ๆ ตามที่เห็น
สมควรได้

.............๒.การสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ต้องปฏิบัติตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๒๘) โดยเคร่งครัด มิฉะนั้นการสอบสวนอาจเสียไปทั้งหมดกฏหมาย
ระเบียบ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรี ที่ข้าราชการครูควรทราบ

................. ข้าราชการผู้มีหน้าที่ปฏิบัติราชการอย่างใดอย่างหนึ่งจะอ้างว่าไม่รู้กฏหมายหรือระเบียบแบบแผนข้อบังคับ อันตนจำต้องปฏิบัติและอยู่ในหน้าที่
ของตนมิได้ (มติคณะรัฐมนตรี แจ้งตามหนังสือกรมสารบรรณคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ที่ น.ว. ๘๙/๒๔๙๗ ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๙๗)

................. ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา จะต้องมาถึงสถานศึกษา ก่อนเวลาทำงานปกติอย่างน้อย ๑๕ นาที และกลับหลังเวลาทำงานปกติไม่น้อย
กว่า ๑๕ นาที (ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๐๒ ข้อ ๘)

................. ข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการอยู่ในโรงเรียนถ้าลาปีหนึ่งเกินกว่า ๑๒ ครั้ง ถือว่าลาบ่อยครั้ง ไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนในปีนั้นในกรณีข้า
ราชการลาปีหนึ่งเกิน ๑๒ ครั้ง แต่ลาไม่เกิน ๓๐ วัน และมีผลการปฏิบัติงานดีกรมอาจพิจารณาผ่อนผันให้เลื่อนขั้นเงินเดือนได้ ข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการอยู่
ในโรงเรียน ถ้ามาทำงานสายปีหนึ่งเกิน ๑๕ ครั้ง ถือว่ามาทำงานสายอยู่เนือง ๆ ไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนในปีนั้น(หนังสือกระทรวงศึกษาธิการที่
ศธ 0204/๓๑๑๐๐ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
 
http://krookalasin.6te.net
บริการข้อมูลข่าวสารเพื่อวิชาชีพครู E-mail : Kenji_Sdc@hotmail.com
..........